“ไบโอติน” (Biotin) หรือ วิตามินบี 7 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ มีบทบาทสำคัญต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน รวมถึงการเสริมสร้างสุขภาพเส้นผม เล็บ และผิวพรรณให้แข็งแรง ปัญหาผมร่วง เล็บเปราะ หรือผิวหมองคล้ำ ที่อาจจะมีสาเหตุมาจากการขาดไบโอติน ซึ่งในท้องตลาดมีไบโอตินหลายยี่ห้อ แล้วต้องเลือก ไบโอติน ยี่ห้อไหนดี ? ถ้าหากยังตัดสินใจไม่ได้ บทความนี้จะพาคุณไปดูรีวิวเปรียบเทียบ ไบโอติน แบรนด์ดังแต่ละแบรนด์ เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น
บางสูตรผสมซิงก์ วิตามินซี หรือคอลลาเจน เพื่อบำรุงเส้นผมและผิวพรรณควบคู่
ควรเลือกแบรนด์ที่ได้รับการรับรองจาก อย. ในไทย หรือมาตรฐานสากล เช่น GMP, USP, NSF
แบรนด์ | ปริมาณต่อเม็ด | ส่วนผสมเสริม | เหมาะสำหรับ | ราคาประมาณ* |
Natrol Biotin | 1,000–10,000 mcg | ไม่มี / แบบละลายเร็ว | ผู้ต้องการโดสสูง | 250–500 บาท |
Now Foods Biotin | 1,000–10,000 mcg | ไม่มี | มังสวิรัติ / แพ้ง่าย | 300–600 บาท |
DHC Biotin | 500 mcg | ไม่มี | ผู้เริ่มต้น / ค่อย ๆ เพิ่มโดส | 200–300 บาท |
Blackmores Biotin H+ | 2,500 mcg | ซิงก์ + วิตามินซี | บำรุงผม-เล็บ-ผิวครบ | 500–700 บาท |
Mega We Care Nat C Biotin | 5,000 mcg | วิตามินซีสูง | บำรุงผิวร่วมกับผมและเล็บ | 400–600 บาท |
การเลือกไบโอตินขึ้นอยู่กับปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการ มาตรฐานการผลิต และงบประมาณ หากต้องการโดสสูงและเม็ดเล็กกลืนง่าย Natrol Biotin เป็นตัวเลือกที่ดี ถ้าต้องการสูตรสำหรับมังสวิรัติ Now Foods เหมาะสม ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มบำรุงอาจเลือก DHC Biotin ที่ราคาย่อมเยา หรือหากต้องการสูตรผสมบำรุงครบวงจร Blackmores Biotin H+ และ Mega We Care Nat C Biotin ก็น่าสนใจ
ท้ายที่สุด การบำรุงผมและเล็บให้แข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับไบโอตินเพียงอย่างเดียว ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำเพียงพอ และพักผ่อนอย่างมีคุณภาพร่วมด้วย