ปลูกผม hiv

ผู้ป่วย HIV ปลูกผมได้ไหม การปลูกผม HIV มีข้อจำกัดอะไรที่ควรรู้บ้าง

การปลูกผมเป็นหัตถการอย่างนึงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับชาวผมร่วง ผมบาง หัวล้าน เพราะการปลูกผมนั้นจะช่วยแก้ปัญหาศีรษะล้านได้อย่างถาวร และแน่นอนว่าปัญหาศีรษะล้านนั้นก็สามารถพบได้ในกลุ่มบุคคลที่หลากหลาย รวมไปถึงกลุ่มผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ HIV ที่สามารถพบปัญหานี้ได้ทั่วไป หากท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่พบเชื้อ HIV และอยากแก้ไขปัญหาผมบางด้วยวิธีปลูกผมถาวร วันนี้เราจะพาท่านไปดูว่าการผู้ป่วย HIV สามารถ ปลูกผม ได้ไหม และมีข้อจำกัดอย่างไร หรือต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เลือกอ่านหัวข้อในบทความ

ปลูกผมถาวรในผู้ป่วย HIV ปลูกผมได้ไหม

สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV นั้น จะสามารถแพร่เชื้อได้ผ่านสารคัดหลั่ง และติดต่อได้ผ่าน 3 ช่องทาง คือ การมีเพศสัมพันธ์ การติดต่อผ่านเลือด และการติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ซึ่งหากผู้ป่วยมีการทานยาต้านไวรัสอย่างเคร่งครัด ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่จะต้องระมัดระวังและมีวินัยในการดูแลรักษาตัวเองที่มากกว่าคนทั่วไป แน่นอนว่าในทุก ๆ การรักษา ทุกหัตถการที่ผู้ป่วยต้องการรับบริการนั้น จะต้องมีการแจ้งแพทย์ที่ทำการรักษาทุกครั้ง

ส่วนที่หลายท่านสงสัยว่าผู้ป่วย HIV ปลูกผมได้ไหมนั้น แน่นอนว่าสามารถปลูกได้ค่ะ แต่จะต้องมีการตรวจเลือดเพื่อเช็คค่า Viral Load และนำส่งเพื่อให้ทางแพทย์พิจารณาเป็นกรณีไป โดยทางคลินิกก็จะจัดเตรียมชุดอุปกรณ์ปลูกผม และเตรียมการป้องกันการแพร่เชื้อในระหว่างขั้นตอนที่ใช้บริการปลูกผม หลังจากปลูกผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีการกำจัดและทำลายอุปกรณ์ชุดปลูกทั้งหมด ซึ่งเป็นมาตรการในการป้องกันการแพร่เชื้อค่ะ

ข้อจำกัดในการปลูกผม HIV

และสำหรับข้อจำกัดในการปลูกผมในผู้ป่วยที่พบเชื้อ HIV นั้น จะเป็นข้อปฏิบัติ และข้อควรรู้ก่อนทำการปลูกผม ที่คนไข้ควรทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยมีข้อจำกัดดังนี้

1. จองคิวปรึกษาหมอพอลก่อนใช้บริการ

เนื่องจากเคสปลูกผม HIV เป็นเคสพิเศษที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะทำการตัดสินใจปลูกผม จึงต้องผ่านการ Consult Online เพื่อให้คุณหมอประเมินสภาวะเส้นผม และความพร้อมในการเข้ารับบริการของคนไข้แบบเบื้องต้นก่อน

2. นำส่งผลตรวจเลือดก่อนเข้ารับการปลูกผม

ก่อนที่จะเข้ารับบริการปลูกผม ต้องนำส่งผลการตรวจค่า Viral Load เพื่อให้แพทย์ประเมินก่อนว่าจะสามารถทำการปลูกผมได้หรือไม่

3. อุปกรณ์ในการปลูกผมมีข้อจำกัด

เนื่องด้วยมาตรการในการป้องกันการติดเชื้อ ดังนั้นอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้ในการปลูกผมจะเป็นอุปกรณ์สำหรับผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะ และหลังการปลูกผมจะนำอุปกรณ์ไปทำการกำจัดทำลายทิ้งทันที

4. การดูแลทำหัตถการหลังปลูกผม

หลังปลูกผมคลินิกจะใช้ผ้าก๊อซพันศีรษะ เพื่อไม่ให้เลือดซึม หลังจากนั้นในขั้นตอนการถอดผ้าพันแผล แนะนำให้เข้ามารับบริการที่คลินิก เพื่อป้องกันการติดเชื้อของแผลหลังปลูกผม

หากผู้ป่วย HIV ปลูกผม ผลลัพธ์หลังการปลูกจะได้ผลหรือไม่

การปลูกผมถาวร คือการนำเอาเส้นผมบริเวณที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนซึ่งก็คือบริเวณท้ายทอยมาปลูกในบริเวณที่หัวล้าน ผมบาง ซึ่งการติดเชื้อ HIV นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์หลังการปลูกผมเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาควบคุมเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี ผมที่ปลูกใหม่ก็สามารถขึ้นได้ดีไม่ต่างจากคนทั่วไป ซึ่งในการปลูกผมก็ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้เซลล์กราฟผมมีความบอบช้ำน้อยที่สุดค่ะ แต่ทั้งนี้ เนื่องด้วยการติดเชื้อ HIV ที่ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยนั้นไม่สามารถทำงานเทียบเท่าคนปกติได้ ก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดการอักเสบของแผล หรือเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ท่านควรเข้ารับการประเมินการรักษาโดยการตรวจเลือด และให้แพทย์ประเมินสภาพผลลัพธ์หลังการปลูกก่อนตัดสินใจปลูกผมค่ะ

การใช้ยาแก้ผมร่วงในกลุ่มผู้ป่วย HIV

ในผู้ป่วย HIV ที่ประสบปัญหา ผมร่วงเยอะมาก อาจจะมีคำถามว่าสามารถใช้กลุ่มยาแก้ผมร่วง ตัวไหนได้บ้าง แล้วจะพบผลข้างเคียงหรือไม่ สามารถใช้ยารักษาผมร่วงร่วมกับการทานยาต้านได้ไหมนั้น เราก็ต้องย้อนกลับไปที่กลุ่มตัวยาสำหรับแก้ปัญหาผมร่วงที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยกันก่อน ว่ามีตัวยาไหนบ้าง และแต่ละชนิดจะช่วยลดปัญหาผมร่วงได้อย่างไร

ยาไฟแนสเตอรายด์ (Finasteride)

ยาแก้ผมร่วงตัวนี้จะเป็นยาชนิดกิน การทำงานของยาตัวนี้จะเข้าไปช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ 5-alpha reductase ส่งผลให้ฮอร์โมนที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผมร่วงทำงานลดลง ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม ทำให้ปัญหาผมหลุดร่วงลดลง

ยาไมนอกซิดิวล์ (Minoxidil)

ส่วนตัวยาไมนอกซิดิวล์เป็นตัวยาที่ใช้สำหรับทาภายนอก บริเวณที่ศีรษะล้าน ผมบาง เพื่อช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผ่านการขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงรากผม และช่วยชะลอการหลุดร่วง ยืดอายุไขของเส้นผมไปในตัว

ศึกษาเกี่ยวกับตัวยาทั้งสองชนิด และผลข้างเคียงได้เพิ่มเติมที่บทความ : ยาแก้ผมร่วง

w644
glabrous
pills-384846_960_720

จากข้อมูลด้านบนจะเห็นได้ว่ายาที่ใช้สำหรับรักษาผมร่วงจะมีทั้งแบบยากินและยาทา ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มผู้ป่วย HIV จะไม่แนะนำให้ทานยาไฟแนสเตอรายด์ แต่จะแนะนำให้ใช้ยาทาไมนอกซิดิวล์แทน แต่ย้ำว่าต้องเป็นแบบทาเท่านั้นค่ะ เพราะตัวยาไมนอกซิดิวล์จะมีชนิดยากินด้วย แต่ก็ไม่แนะนำ เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อยาต้านไวรัส HIV ได้ ทั้งนี้ในบางท่านที่เข้ารับการรักษา HIV มาจนอยู่ในระยะที่ปลอดภัย หากอยากทานตัวยาไฟนาสเตอรายด์ก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ หรือเภสัชกรผู้จ่ายยาต้านไวรัสก่อน เพื่อความปลอดภัย และไม่กระทบต่อการรักษาค่ะ

เลเซอร์ขน หน้าใส ลดผมร่วง